Baby Phat's blog



บ้านหญิง

วันนี้ไปทานข้าวกลางวันกับแม่ตามปกติ ร้านบ้านหญิงที่สยามเซ็นเตอร์เป็นร้านที่เราสองแม่ลูกมักจะแวะเวียนไปทานกันบ่อยๆ แต่วันนี้ แม่สั่งข้าวกุ้งคั่วพริกขี้หนู ทานจนจะหมดจานเจอฝอยขัดหม้อ 1 เส้นในข้าว เรียกน้องเด็กเสิร์พมาดู น้องถามว่าเปลี่ยนไหมคะ คุณแม่บอกว่าทานอิ่มแล้ว จะเปลี่ยนทำไม เรียกให้มาดูจะได้รู้ไว้ สักพักก็มีอีกคนเดินมาดู แล้วก็ยกมือไหว้ขอโทษขอโพย ไอเราก็นึกว่าเด๋วเค้าน่าจะลดค่าอาหารมื้อนี้ให้แน่ๆ เพราะเราก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่ปรากฏตอนสั่งเช็คบิล เก็บจำนวนเต็มไม่มีส่วนลดแม้สักนิดหนึงเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ต้องขอบอกว่าประทับใจจุงเบย ร้านระดับนี้ มีฝอยขัดหม้อในข้าวถ้าไม่เห็นกินเข้าไปจะเป็นยังไง เอาเป็นว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะไปเยี่ยมเยือนแล้วหล่ะ

It’s half empty because we filled the other half with ‘LOVE’

-14 February 2012 (Valentine’s Day)-

It’s half empty because we filled the other half with ‘LOVE’

-14 February 2012 (Valentine’s Day)-

คนพิเศษ

ชีวิตคนเรามีอะไรมากมายที่ผ่านเข้ามาให้ซึมซับรับรู้ในชีวิตคนเรามีผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาให้รู้จักมักคุ้นแต่ในผู้คนมากมายเหล่านั้น อย่างน้อยคงต้องมีใครบางคนที่ทำให้เรารู้สึก “ ไม่ธรรมดา 

ที่จะนึกถึง เรียกว่าเป็น “ ความพิเศษ ที่เราจะยกเว้นเอาไว้จากความปกติทั่วไปของจิตใจ

ก็ในเมื่อคำว่า “ พิเศษ " หมายถึง ความจำเพาะ ความแปลกแยก ความดีงาม ความอบอุ่นในหัวใจ

กระนั้นทำไมเราไม่ปฏิบัติต่อเขาให้ตรงกับที่ใจคิดให้ “ ความรู้สึกดีดี " จาก จิตใจที่ดีดี ให้ “ ความอาทรถึง 

จากจิตใจที่นึกถึง ให้ “ความห่วง"  จากจิตใจที่เป็นห่วง ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างดีดี แต่มี “ สติ 

ให้ไปเถอะให้ไปอย่างอบอุ่น แต่ไม่ “ คุกรุ่น " ให้ไปเลย ให้ไปเท่าไหร่ก็ได้แต่เมื่อให้ไปแล้วต้อง “ ไม่ร้อนรุ่มกลัดกลุ้ม 

 และหากเมื่อใดจิตใจอาจระส่ำระสาย สะดุดกับอะไรขึ้นมาบ้าง ก็จงหยุดพักตรึกตรอง

อย่าปล่อยให้พายุอารมณ์โถมพัด “ สิ่งดีดี " จนกระจัดกระจายเพราะ

 การให้ความหมาย " ไม่ใช่ “ การตั้งความหวัง คนสองคนให้ความหมายซึ่งกันและกันแต่คนสองคน

 จะไม่ตั้งความหวังในกันและกัน " เพราะการตั้งความหวังมักนำพาซึ่ง “ การเรียกร้อง 

 ” ความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ " โดยที่ไม่รู้ตัว มันร้อนนัก หนาวนัก และไม่เป็นสุข

เราต้องไม่ลืมปรับอุณหภูมิจิตใจเอาไว้ที่องศาอุ่นๆหากเริ่มรู้สึกตัวว่า ความร้อนเริ่มทวีขึ้น

เราต้องค่อยๆ เดินออกมาสูดอากาศเย็น หากตรงกันข้ามเราก็ต้องหลบเร้นจากความหนาว มาหาไอแดดเช่นกัน

และอย่าลืมว่า “ ความพิเศษ " ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นพิเศษมากหรือพิเศษสุด หรือพิเศษอย่างยิ่งในคนคนเดียว

ทั้งเราและเขาอาจจะมีคนพิเศษในวิถีชีวิตได้หลายลักษณะ พิเศษในเรื่องนั้น พิเศษในเรื่องนี้ พ่อแม่คือคนพิเศษ พี่น้อง ญาติสนิทหรือเพื่อนบางคนก็อาจเป็นคนพิเศษในชีวิตเรา

 ในเมื่อหัวใจเป็นของเรา เราก็ย่อมเลือกให้ความพิเศษกับใครก็ได้ ที่เราจะไม่ต้องแลกกับความทุกข์อย่างพิเศษกลับมา

จงให้ “ ความพิเศษ " เป็นชีวิตชีวา เป็นแววตาที่แจ่มใส เป็นความห่วงใย ที่เมื่อนึกถึงทีไรก็ยิ้มได้ไม่วิ่งหนี

แต่ไม่วิ่งตาม ไม่หักห้าม แต่ไม่กระโจนใส่ ไม่เป็นน้ำตาลที่หวานอ่อนไหว แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจและเอื้ออาทร

จงเป็นความแจ่มใสในอารมณ์ของตัวเอง เป็นความชุ่มชื่น สดใส เช่นสายน้ำเป็นสีสันงดงามเช่นมวลผกา

เป็นสีเขียวของใบไม้ ที่เย็นที่ตาและที่ใจและที่ตรงนี้ จะอีกนานเท่าใด

ไม่ว่า “ คนพิเศษ " คนนั้นจะอยู่ใกล้หรือต้องจากกันไกล…

ความพิเศษนั้นก็จะคงอยู่อย่างมีคุณค่า ณ ที่เดิม ที่ซึ่งหัวใจข้างซ้ายอยู่ตรงกัน


Korea Trip (part 2)

วันที่ 2

เช้าวันนี้หลังจากทานข้าวเช้า ก็รวมตัวกันขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้แวะถ่ายรูปกับซากุระเกาหลี ที่พึ่งจะเบ่งบานได้ไม่นาน และเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่านไปมา แต่ว่าภัสสรเปิ่นอีกแล้ว เมื่อคืนเอาแบตในกล้องออกมาชาร์จแล้วตอนแพคเป๋าโยน ที่ชาร์จพร้อมแบตลงเป๋าใหญ่หมดซึ่งก็อยู่ใต้ท้องรถนั่นเอง โมโหตัวเองมาก วันนี้ทั้งวันจึงต้องพึ่งกล้องไอโฟน ก็พอถูไถไปได้แบบเหวี่ยงๆ -*-

วันนี้โปรแกรมของเราคือไปใส่ชุดฮันบก(ชุดประจำชาติเกาหลี)ถ่ายรูปกัน แล้วก็แวะทำกิมจิ แต่ก็รู้สึกว่าตอนเลือกชุดมันแออัดมาก คนเยอะจากหลายทัวร์แล้วชุดสวยๆก็โดนเลือกไปหมดแล้ว เหลือแต่ชุดเน่าๆไว้ แทนที่ใส่แล้วจะเหมือนท่านฮังอา ก็เลยกลายเป็นเด็กรับใช้แทน เหอๆ :P

 

หลังจากนั้นก็ไปทำกิมจิกัน

หลังจากทำกิมจิกันเสร็จ ก็ไปรับประทานอาหารกลางวัน แล้วก็ไปสวนสนุกยงอินเอเวอร์แลนด์กันต่อ

คนเกาหลีเป็นอะไรที่ภูมิใจในประเทศชาติบ้านเมืองของเค้ามาก เค้าจึงไม่มีสวนสนุกอินเตอร์ฯ แบบดิสนี่ย์แลนด์ หรือ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ  แล้วก็ไม่มีศาสนาประจำชาติ คนเกาหลีนับถือ’ตนเอง’ก็คือความดีของตนเอง เกียรติและศักดิ์ศรีเป็นสิ่งสำคัญมาก ว่ากันว่าถ้าเราลืมกระเป๋าตังค์เอาไว้ที่ร้านใด เค้าจะเก็บไว้ให้เรา ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะริบไปหรือว่าจะหาย การโกงหรือการฉกชิงวิ่งราว แทบจะไม่มีเลย และของดีอันดับหนึ่งของประเทศก็จะเก็บไว้ให้คนในชาติเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นโสม ผลไม้ พืชผักสวนครัว ของใช้ ของส่งออกทั้งหลายคนเกาหลีจะได้ทานของ หรือใช้ของระดับพรีเมี่ยมของประเทศ ส่วนของเกรด B และรองๆลงมานั้น เค้าถึงจะส่งออกกัน ผิดกับบ้านเราที่ส่งออกแต่ของดีๆ ส่วนของไม่ดีก็ใช้กันกินกันในประเทศ เหอๆๆ

ไปถึงสวนสนุก ก็ทำใจไว้ละว่าสองพี่น้องไม่ได้เล่นอะไรแน่ๆ เพราะต้องคอยจูงท่านพ่อท่านแม่ ก็ได้แต่เดินดูไปเรื่อยๆ นั่งรถไฟชมสวน แล้วก็ไปต่อแถวเข้าซาฟารีขนาดเล็กที่มีหมีมายืนขอของกินอยู่ข้างๆรถให้ดูกันแบบจะๆ น่ารักมากมาย

นัดเจอกันหน้าสวนสนุกราว 4 โมงเย็น และต้องนั่งรถเข้าโซลกัน กว่าจะถึงโซลอีกราวชั่วโมงกว่า แล้วก็ไปทานอาหารเย็นหลังจากนั้นมีโปรแกรมไปเดินแถบแหล่งช้อปปิ้งกันต่ออีก ทัวร์นี้รู้สึกว่าจะเข้าโรงแรมดึกมาก คืนนั้นกว่าจะเข้าโรงแรมราว 5 ทุ่มได้ เดินกันขาลาก หุหุ

Rebonding

วันนี้ขอเขียนถึงปัญหาของสาวผมฟูผมเยอะผมหยักศกที่จะต้องพึ่งพาการยืดผมเป็นประจำค่ะ ขอบอกว่าส่วนตัวแล้วยืดผมมาเป็นเวลานานมากค่ะนับสิบปีแล้ว เพราะเป็นคนผมฟูมาก บวกกับผมเยอะ และหยักศกอีกต่างหาก แต่ดีที่ผมเส้นใหญ่และแข็งแรงมาก จึงไม่ค่อยมีปัญหาการแห้งเสียกรอบจากการยืดผม แต่ว่าหลายปีที่ผ่านลองยืดผมมาหลายร้านมาก

ที่ราคาถูกๆเช่น 1,500.-แถวบ้านก็เคยไปจนถึงราคา 3,000.-4,000.- (ร้านแถวสยามสแควร์หรือร้านดังๆในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ) ก็เคย สภาพผมก็จะดีตามราคานั่นแหล่ะค่ะ เช่นยืดผมสามพัน+ทรีทเม้นท์ 4 ขั้นตอนอีกหนึ่งพันบาท รวมเป็นสี่พัน  ผมก็จะยืดตรงในระดับหนึง แต่ก็ไม่ถึงกับดีมาก และก็อยู่ได้ไม่นานมาก ภายใน 6 เดือน ก็จะต้องไปยืดใหม่ และส่วนมากก็จะเจอกับช่างผมที่ส่วนมากยืดเสร็จแล้วก็จะชอบมาซอยผมเราให้เข้าที่ ใช้กรรไกรซอยไปซอยมา ผมเด้ง ปลายกระดกหยิกหยอง ผมเสียหลายครั้งทีเดียว พอหลังๆเราทัก เค้าบอกว่ากรรไกรแบบนี้ตัดแล้วไม่เสีย กลับมาบ้านพอสระผมปุ๊บมันก็เด้งหยิกหยองเหมือนกันหมด ส่วนที่ราคาถูกไม่ต้องพูดถึงทั้งน้ำยา ทั้งวิธีการรีดผม รีดแบบลวกๆ จนเรายอมจ่ายแพงๆเพื่อให้ได้มีผมที่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเค้าหน่อย

บางครั้งการยืดผมจะใช้เวลานานถึง 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะแรกๆที่ยังต้องใช้แผ่นยาวๆรองไว้ใต้ผมเรา หลังๆเวลาก็จะย่นขึ้น เป็นราว 4-5 ชั่วโมง ตามวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จำได้ว่าแรกๆนั่งกันจนปวดก้น ทั้งปวดก้นทั้งปวดหัวเพราะกลิ่นน้ำยา แล้วกลิ่นของน้ำยาก็ชวนเวียนหัวไปถึง 3 วันจนกว่าจะได้สระ 

จนครั้งล่าสุดนี้ลอง search ในเนทดูค่ะว่ามีใครแนะนำที่ไหน หรือว่ารีวิวว่าที่ไหนดีกันบ้าง จนได้ชื่อร้านนี้มาก็คือ Nina Salon ค่ะ สาวหลายคนบอกว่าที่นี่เทพสุดๆ อยู่ที่ปากซอยเอกมัย 14 ราคาเริ่มต้นของที่นี่คือ 5พันบาทค่ะ แต่ราคาอาจจะแพงกว่านี้ถ้าผมยาวมาก หรือว่า หนามากถึงมากที่สุด ใช้น้ำยาของญี่ปุ่นชื่อยี่ห้อเลซิโอถ้าฟังไม่ผิดนะคะ พี่นีน่าบอกว่าซื้อมาจากใต้หวัน มีคนรู้จักให้เค้าหิ้วมา ตกลงน้ำยาของใต้หวันหรือของญี่ปุ่นก็ไม่ได้ถามด้วยค่ะ เหอๆ สาวบางคนบอกว่ายืดกับพี่นีน่าอยู่ได้เกือบปีทีเดียว ก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องลองดูสักหน่อย ต้องโทรไปนัดกับพี่นีน่าก่อนค่ะ ได้เบอร์มาจากสาวๆในเนทนี่แหล่ะ ก็โทรไปนัดเลย เพราะว่าถ้าไม่โทรนัดแล้วดุ่ยๆไปถ้าพี่นีน่ามีนัดยืดผมให้คนอื่น อาจจะไปเสียเที่ยวค่ะ

หน้าร้าน อยู่ติดถนนใหญ่

บรรยากาศในร้านไม่ได้ดูหรูเลิศไฮโซ แต่ก็สะอาดสะอ้าน ตกแต่งได้น่ารักดีค่ะ

นัดพี่นีน่าไว้ 9.30 น. ร้านเปิดกันเลยทีเดียว นั่งบีทีเอสไปลงสถานีเอกมัยแล้วต่อมอเตอร์ไซค์เข้าไปปากซอยเอกมัย 14 ค่ะ ร้านพี่นีน่าอยู่ห้องที่สองติดร้านขายสีทาบ้านปากซอยเอกมัย 14 เลยค่ะ ถ้ามองตรงป้ายข้างบนจะไม่ได้เขียนชื่อร้าน Nina Salon จะเขียนว่า Anya แต่ถ้าเดินมาหน้าร้านก็จะเห็นชื่อ Nina Salon ตรงหน้ากระจกร้านค่ะ ส่วนคนที่ขับรถมาให้ไปจอดรถได้ในซอยเอกมัย 14 เลยค่ะ

เข้าไปเจอพี่คนหนึงก่อนตอนแรกนึกว่าพี่นีน่าแต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าใช่รึเปล่าเพราะว่าดูแล้วไม่น่าใช่ - -” ปรากฏว่าคนนั้นเป็นผู้ช่วยพี่นีน่าค่ะ เห็นตอนสระผมพี่เค้าเรียกให้น้องหมาไปเรียกแม่นีน่ามาถึงรู้ว่าไม่ใช่พี่นีน่า 555 ดีนะที่ยังไม่ได้ปล่อยไก่ พี่นีน่าเลี้ยงหมาอยู่ 4 ตัว ประจำการหน้าร้าน 2 ตัว ยึดโซฟากันคนละตัวทีเดียว พอพี่นีน่าลงมาก็คุยกันเกี่ยวแต่กับน้องหมานี่แหล่ะ 555 เพราะว่าเราก็เลี้ยงหมาหลายตัว พี่นีน่าก็เป็นคนรักน้องหมามาก เลยถูกชะตากันทีเดียวเชียว 

ขั้นตอนแรกก็สระผม เป่าแห้ง ใส่น้ำยา แล้วก็อบไอร้อน เสร็จก็ล้างผม เป่าแห้งทีนี้ก็ถึงขั้้นตอนสำคัญคือการรีดผม ขอบอกว่าที่นี่พิถีพิถันมากๆๆๆๆ่ค่ะ พี่นีน่าจะจับช่อเล็กมากใช้ที่รีดผมอันเล็กและก็เก็บผมทุกเส้นรีดไม่ให้หลุดรอดแม้แต่เส้นเดียวแม้จะเป็นไรผมแถวข้างหู แล้วก็รีดนานมากๆค่ะ ไม่รู้ว่าซ้ำกี่ที พอพี่นีน่าเสร็จ พี่ผู้ช่วยจะใช้ที่รีดผมอันใหญ่รีดซ้ำอีกหลายรอบ พี่ผู้ช่วยบอกว่าอันนี้รีดให้ผมเงา ซึ่งทั้งหมดนี้กว่าจะรีดหมดหัวก็คุยเรื่องน้องหมากับพี่นีน่าหมดตำบลแถวนั้นเลยทีเดียว 555

พอรีดเสร็จก็ใส่น้ำยาอีกรอบ แล้วก็อบไอร้อนอีกรอบ 15 นาที ล้างเสร็จก็เป่าแห้งเป็นอันเสร็จ สรุปว่าเข้าไปตอน 9.30 เสร็จตอน บ่ายสองโมงกว่า

รูปนี้ถ่ายตอนสระผมเสร็จแล้วก็เป่าแห้งเสร็จ ฟูเป็นอีเพิ้งทีเดียว

รูปนี้ตอนรีดผมอยู่ ผมฝั่งด้ายซ้ายรีดเสร็จแล้ว เรียบลื่นเงามาก

แต่นแต๊น เสร็จแล้ว

หลังจากทิ้งไว้ 1 วัน สระผม สวยเงางามเหมือนเดิมค่ะ

เรื่องแรกที่รู้สึกดีจากที่นี่คือกลิ่นของน้ำยารอบแรกนั้นแทบจะไม่ฉุนเลยค่ะ เป็นครั้งแรกที่ยืดผมแล้วไม่ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดปวดกบาลกับกลิ่น ทุกๆครั้งจะต้องเตรียมผ้าเช็ดหน้าใส่เซียงเพียวอิ้วไปดมกันกลิ่นอยู่ตลอดเวลาที่ยืดจนถึงอีกสามสี่วันหลังจากนั้น แต่คราวนี้ก็เตรียมไปแต่แทบไม่ต้องดม มีเอามาดมบ้างพอเป็นพิธี หุหุ เรื่องที่สองคือหนูไม่โดนที่รีดผมหนีบหัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว จำได้ว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่ภัสสรไม่โดนหนีบหัว แล้วก็มีที่หนึงแถวสุขุมวิทนี่แหล่ะ โดนหนีบเป็นสิบที คนทำไม่ใช่คนไทยด้วยเป็นคนจีนหรือญี่ปุ่นหรือใต้หวันสักอย่างเป็นผู้ชายด้วย แพงก็แพง จำได้แม่นว่าตอนออกมาหนูสาบานว่าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกเลย แค้นมาก ><” เรื่องที่สามคือเก้าอี้ที่นี่นั่งสบายมากค่ะ ไม่ปวดก้นนะคะ รองเบาะนุ่มๆอย่างดีทีเดียว เรื่องที่สี่คือน้ำยาที่ลงรอบสองกลิ่นหอมมากค่ะ เหมือนน้ำยาหมักผม ซึ่งก็เป็นหมักผมจริงๆ พี่นีน่าใจดีใส่ถุงให้มาฟรีมาหมักต่อที่บ้านด้วยเพราะว่าผมเราช่วงปลายเกือบจะเสียจากการทั้งดัดทั้งยืดและซอยๆจากครั้งที่แล้ว ครั้งนี้พี่นีน่าไม่ได้ซอยผมเราเลยสักนิด พี่นีน่าบอกว่าให้ไว้ยาวๆแล้วค่อยๆตัดปลายออก และเรื่องสุดท้ายก็คือ ยืดผมที่นี่ไม่ต้องทิ้งไว้นานหลายวันค่ะ พี่นีน่าบอกว่าวันเดียวก็สระได้แล้ว แต่ถ้าอยากทิ้งไว้สองวันก็แล้วแต่นะคะ

ผมออกมานุ่มมากค่ะ เงามากด้วย โดยเฉพาะด้านโคนผมที่ขึ้นมาใหม่ ส่วนปลายก็ดูดีขึ้นไม่ได้เสียมากขึ้นแต่อย่างใด สนนราคาเสร็จสรรพก็ 5พันบาทค่ะ ตอนแรกแอบกังวลว่าผมเราหนาขนาดนี้พี่นีน่าจะคิดเพิ่มไหมนะ แล้วยังแถมน้ำยาหมักผมให้อีก ประทับใจมากค่ะ พี่นีน่ากล้ามแขนเป็นมัดๆน่าจะเพราะรีดผมลูกค้านี่แหล่ะ เหอๆๆ เอาเป็นว่าเรายอมจ่ายแพงอีกหน่อยเพื่อคุณภาพที่ดีกว่า สาวๆคนไหนสนใจเบอร์โทรพี่นีน่าเบอร์นี้เลยค่ะ 081-9169188